ทั้งยุโรปต้องรวมตัวกันรุมสู้กับ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)
เผยแพร่ 22 ตุลาคม 2569
การที่ทั้งยุโรปต้องรวมตัวกันรุมสู้กับ นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความขลาดกลัว ความแค้น และอัจฉริยภาพทางการทหารของนโปเลียนที่สั่นคลอนรากฐานของระเบียบโลกเดิมในยุคนั้นอย่างรุนแรง
การต่อสู้ครั้งนี้ถูกเรียกว่า "สงครามนโปเลียน" (Napoleonic Wars, ค.ศ. 1803–1815) ซึ่งมหาอำนาจในยุโรปต้องจับมือกันจัดตั้ง "สัมพันธมิตร" (Coalitions) ถึง 7 ครั้งด้วยกันกว่าจะล้มนโปเลียนลงได้
ทำไมทั้งยุโรปถึงต้อง "รุม" นโปเลียน?
ความกลัว "แนวคิดปฏิวัติ" ที่ลามไปทั่วทวีป
นโปเลียนคือนำผลพวงของการปฏิวัติฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789) ขยายออกไป ยุโรปในยุคนั้นปกครองด้วยระเบียบเก่า (Ancien Régime) คือระบอบกษัตริย์และขุนนาง แต่กองทัพนโปเลียนได้นำเอา "ประมวลกฎหมายนโปเลียน" (Napoleonic Code), การยกเลิกระบบไพร่ติดดิน, และแนวคิดเรื่องความเสมอภาคไปเผยแพร่ในดินแดนที่ยึดได้ กษัตริย์ของประเทศอื่นเกรงว่าประชาชนของตนจะลุกฮือปฏิวัติตาม
อัจฉริยภาพทางการทหารที่ไม่มีใครสู้ได้ตัวต่อตัว
นโปเลียนปฏิวัติรูปแบบการสงครามด้วยระบบ Corps System (การแบ่งกองทัพออกเป็นกองพลย่อยที่เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระแต่พร้อมช่วยกันทันที) และระบบการเกณฑ์ทหารมหาชน (Levée en masse) ทำให้กองทัพฝรั่งเศสเคลื่อนที่เร็ว มียุทธวิธีแยบคาย และรบชนะเกือบทุกครั้งหากเป็นการรบแบบตัวต่อตัวหรือหนึ่งต่อสอง (เช่น ยุทธการที่เอาสเทอร์ลิทซ์ - Battle of Austerlitz)
สรุป: ไม่มีประเทศใดในยุโรปขณะนั้นที่มีกองทัพแข็งแกร่งพอจะเอาชนะนโปเลียนได้ด้วยตัวคนเดียว ทางเดียวที่จะชนะคือ "ต้องรุม" เท่านั้น
การปิดล้อมทางเศรษฐกิจ (Continental System)
เพื่อทำลายอังกฤษ นโปเลียนได้ออกนโยบาย Continental System ห้ามทุกประเทศในยุโรปค้าขายกับอังกฤษ นโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศ เช่น รัสเซีย และโปรตุเกส อย่างรุนแรง จนทำให้หลายชาติเริ่มหาทางแข็งข้อและจับมือกันต่อต้าน
การ "รุม" ทั้ง 7 ครั้ง (The Seven Coalitions)
มหาอำนาจหลักที่ร่วมมือกันเปลี่ยนหน้าสลับกันไป ได้แก่ อังกฤษ, รัสเซีย, ออสเตรีย, พรุสเซีย (เยอรมนีในปัจจุบัน), สเปน, และโปรตุเกส (โดยมีอังกฤษเป็น "ท่อน้ำเลี้ยง" จ่ายเงินสนับสนุนฝ่ายสัมพันธมิตรมาโดยตลอด)
ครั้งที่ 1-2 ปี 1792–1802 ฝรั่งเศสชนะ นโปเลียนขึ้นเป็นกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ (First Consul) |
ครั้งที่ 3 ปี 1805 ฝรั่งเศสชนะ นโปเลียนชนะยุทธการเอาสเทอร์ลิทซ์ (Austerlitz) ทำลายจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์
ครั้งที่ 4 ปี 1806–1807 ฝรั่งเศสชนะ ตีกองทัพพรุสเซียราบคาบ นโปเลียนคุมยุโรปกลางได้เกือบหมด
ครั้งที่ 5 ปี 1809 ฝรั่งเศสชนะ ออสเตรียพยายามลุกขึ้นสู้แต่ถูกกดลงอีกครั้ง
ครั้งที่ 6 ปี 1813–1814 สัมพันธมิตรชนะ หลังนโปเลียนสูญเสียกองทัพใหญ่ในรัสเซีย ทั้งยุโรปจึงรุมบุกถึงกรุงปารีส นโปเลียนถูกเนรเทศไปเกาะเอลบา
ครั้งที่ 7 ปี 1815 สัมพันธมิตรชนะ นโปเลียนหนีกลับมารวบรวมอำนาจได้ 100 วัน ก่อนถูกพ่ายแพ้ถาวรที่ ยุทธการวอเตอร์ลู (Waterloo)
จุดเปลี่ยนที่ทำให้นโปเลียนแพ้การรุม
มหาวิบัติในรัสเซีย (ค.ศ. 1812): นโปเลียนนำกองทัพใหญ่ (Grande Armée) กว่า 600,000 นายบุกรัสเซีย แต่เจอ strategy "ผลาญภพ" (Scorched Earth) ของรัสเซีย และฤดูหนาวอันโหดร้าย ส่งผลให้ฝรั่งเศสเสียทหารไปมากกว่า 400,000 นาย
สัมพันธมิตรเรียนรู้ยุทธวิธี (Trachenberg Plan): ในสงครามครั้งที่ 6 ฝ่ายสัมพันธมิตรวางแผนว่า "ถ้าเจอกองทัพที่นโปเลียนคุมเองให้ถอย แต่ถ้าเจอกองทัพที่แม่ทัพคนอื่นของนโปเลียนคุมให้รุกตี" แผนนี้ทำให้นโปเลียนถูกบีบให้เหนื่อยล้าเรื่อยๆ
ยุทธการที่ไลพ์ซิจ (Battle of Leipzig, 1813): หรือที่รู้จักในชื่อ "ยุทธการแห่งชาติ" (Battle of the Nations) เป็นการรุมครั้งใหญ่ที่สุด ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรเกือบ 400,000 นาย จากพรุสเซีย รัสเซีย ออสเตรีย และสวีเดน ล้อมรุมกองทัพนโปเลียนที่มีเพียง 190,000 นาย ทำให้นโปเลียนพ่ายแพ้หนักที่สุด
สรุปภาพรวม
การที่ทั้งยุโรปต้องรุมนโปเลียน ถือเป็นปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนว่า "ชายคนเดียวสามารถสร้างความสะเทือนขวัญให้กับคนทั้งทวีปได้มากแค่ไหน" หากปราศจากการรวมตัวกันของมหาอำนาจทั้งหมด และการจ่ายเงินสนับสนุนอย่างมหาศาลจากอังกฤษ นโปเลียนอาจจะสามารถจัดตั้งจักรวรรดิยุโรปอันเป็นเอกภาพภายใต้ร่มเงาของฝรั่งเศสได้สำเร็จ
ความคิดเห็น (1)