บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPRAM) ยื่นขอขึ้นทะเบียน คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ สำหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์
เผยแพร่ 25 ตุลาคม 2569
กระแสข่าวและความกังวลในสังคมเกี่ยวกับกรณี บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPRAM) ยื่นขอขึ้นทะเบียน คุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ สำหรับกะเพรา 4 สายพันธุ์ (สายพันธุ์แก้วจุรี 01–04) สามารถมองได้ทั้งในมิติทางข้อเท็จจริง กฎหมาย และความกังวลเชิงโครงสร้างของเกษตรกรไทย
ข้อชี้แจงจากฝั่ง CP / CPRAM: ทางซีพีแรมระบุว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน สิ่งที่ยื่นจดไม่ใช่ "สิทธิบัตรกะเพราทั้งประเทศไทย" หรือผูกขาดใบกะเพรา แต่เป็นการขอรับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เฉพาะ 4 สายพันธุ์ใหม่ ที่บริษัทวิจัยพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นมาเอง เพื่อนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหารพร้อมทาน ส่วนกะเพราสายพันธุ์ดั้งเดิมที่มีมากกว่า 300 สายพันธุ์ เกษตรกรและประชาชนยังคงปลูก กิน ขยายพันธุ์ หรือทำมาหากินได้ตามปกติ
การดำเนินการของรัฐ: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมวิชาการเกษตร) กำลังตรวจสอบกระบวนการขึ้นทะเบียนดังกล่าว เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้เป็นการนำพันธุ์พืชพื้นเมืองมาสวมสิทธิ์ และไม่กระทบสิทธิของเกษตรกร
ทำไมสังคมและเกษตรกรถึงกังวล?
ภาพจำเรื่องการผูกขาดตลาดยอดขายและเมล็ดพันธุ์: กลุ่มทุนขนาดใหญ่มีศักยภาพในการเข้าถึงงบวิจัย เทคโนโลยี และสิทธิทางกฎหมายได้เหนือกว่าเกษตรกรรายย่อยมาก หากกลุ่มทุนครอบครองสายพันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูง หรือมีความทนทานต่อโรค ก็อาจทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาการซื้อเมล็ดพันธุ์จากทุนใหญ่ในระยะยาว
ความกังวลเรื่อง Biopiracy (การโจรสลัดชีวภาพ): สังคมตั้งคำถามว่า สายพันธุ์ใหม่ที่อ้างว่าพัฒนาขึ้นมานั้น นำสายพันธุ์ดั้งเดิมของไทยไปคัดเลือกหรือตัดต่อพันธุกรรมเพียงเล็กน้อย แล้วนำมาจดเป็นสิทธิส่วนตัวหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องมีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติความใหม่ (Novelty) อย่างเข้มงวด
ความหวั่นเกรงต่ออนุสัญญา UPOV 1991: ในวงการเกษตรไทยมีความกังวลมายาวนานว่า หากกฎหมายไทยถูกแก้ให้เอื้อต่อการคุ้มครองพันธุ์พืชตามสากลมากขึ้น เกษตรกรอาจสูญเสียสิทธิ์ในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป
ในเชิงการแข่งขันและการวิจัย: การที่เอกชนหรือสถาบันวิจัยลงทุนพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่ๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ ทนโรค หรือมีกลิ่นและคุณลักษณะเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรม ถือเป็นเรื่องปกติของนวัตกรรมทางการเกษตร และกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชก็ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงจูงใจในการวิจัย
ในเชิงสังคมและการปกป้องพันธุกรรมท้องถิ่น: รัฐบาลจำเป็นต้องทำหน้าที่เป็น "กรรมการที่เที่ยงธรรม" ในการตรวจสอบว่าพันธุกรรมดั้งเดิมของไทยถูกคุ้มครองไว้อย่างเหมาะสม ไม่เปิดช่องให้เอกชนนำพืชภูมิปัญญาพื้นบ้านมาดัดแปลงนิดหน่อยแล้วสวมสิทธิ์ และต้องสร้างความเข้าใจให้ชัดเจนแก่ประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก
คนไทยไม่ได้กำลังจะเสียสิทธิในการปลูกหรือกินผัดกะเพราดั้งเดิม แต่ดราม่านี้เป็นสัญญาณสะท้อนถึงความหวาดระแวงของสังคมต่ออำนาจการผูกขาดทางการเกษตรของกลุ่มทุนใหญ่ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความโปร่งใสในการตรวจสอบกระบวนการขึ้นทะเบียนทั้งหมดให้กระจ่างชัดเจน
ความคิดเห็น (0)